ความหมายของคำว่า "การละเล่นพื้นเมือง"
          "การละเล่น" เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทยบางท่านกล่าวว่าเป็นการปรับเสียงคำว่า "การเล่น" ให้ออกเสียงง่ายขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรให้ความหมายกว้างออกไปถึงการเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจหลังประกอบกิจประจำ และการเล่นในเทศกาลท้องถิ่นหรือในงานมงคลบ้าง เช่น เพลงพื้นเมือง ละคร ลิเก ลำตัด หุ่น หนังใหญ่ ฯลฯ
          การละเล่นพื้นเมือง หมายถึง การแสดงแต่ละอย่างอันเป็นประเพณีนิยมกันในท้องถิ่น ซึ่งเล่นกันในระหว่างประชาชน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริงตามฤดกาล การแสดงจะต้องเป็นไปอย่างมีวัฒนธรรม มีความเรียบร้อย ต้องใช้ถ้อยคำสุภาพไม่หยาบโลนหรือเสื่อมเสียศีลธรรม แต่งกายให้สุภาพถูกต้องตามความนิยม และวัฒนธรรม เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ตลอดจนสถานที่ก็ต้องจัดให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะแสดง
          เนื่องจากการละเล่นพื้นเมืองจัดเป็นส่วนหนึ่งของนาฏศิลปไทย อ.สุมิตร เทพวงษ์ ได้แบ่งการละเล่นพื้นเมืองออกเป็น 2 ลักษณะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์เพื่อความเข้าใจ และเหมาะสมในการศึกษาค้นคว้า ดังนี้
  1. การละเล่นพื้นเมืองในรูปแบบของ "เพลงพื้นเมือง" หรือ "เพลงพื้นบ้าน" (Folk Songs)
  2. การละเล่นพื้นเมืองในรูปของ "การแสดงพื้นเมือง" (Folk Dances)

เพลงพื้นเมือง
          เพลงพื้นเมืองในประเทศไทยมีมาแต่โบราณ ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่ามีขึ้นในสมัยใด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยจองคนในสังคม จึงมีผู้เรียกว่า "เพลงพื้นบ้าน" เป็นเพลงนอกศตวรรษ เป็นเพลงนอกทำเนียบบ้าง  เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี และความรู้ทุกแขนงในประเทศไทยที่เรามักจะอ้างสิ้นสุด แต่ศิลาจารึกก็มีความรู้ทุกแขนง ยกเว้นแต่เพลงพื้นเมืองมีกล่าวถึงการละเล่นเพียงเล็กน้อย

          หลักฐานเกี่ยวกับการเล่นเพลงพื้นเมืองมีปรากฎในสมัยอยุธยา ชื่อที่พบ คือ เพลงเรือ เพลงเทพทอง ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ มีชื่อเพลงพื้นเมืองปรากฎอย่ในจารึกวัดโพธิ์ และในวรรณคดีต่างๆสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ปรากฎชื่อ คือ เพลงปรบไก่ เพลงเรือ เพลงสักวา แอ่วลาว ไก่ป่า เกี่ยวข้าว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่ามีการเล่นเพลงเรือ สักวา ในเทศกาลทอดกฐิน มีเพลงฉ่อย ลิเก ลำตัด และตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมานั้น มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงพื้นเมืองไว้ให้อ่าน และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเป็นจำนวนมาก

          ส่วนในเรื่องการเกิดเพลงพื้นเมืองนั้น ได้มีผู้ให้ความคิดเห็นในทัศนะต่างๆกัน เช่นกล่าวว่า เกิดเพราะความไม่สะดวกในเรื่องการคมนาคม มหรสพเพื่อความบันเทิงอื่นๆไม่มี ต่างคนต่างทำมาหากินไม่ค่อยมีโอกาสจะพบกัน เมื่อมีเวลา และโอกาสจึงหาสิ่งบันเทิงใจเกิดขึ้นหรือเกิดจากสภาพสังคมที่ยังมีความต้องการแสวงหาความบันเทิงใจ เรื่องของความเชื่อที่ชาวบ้านจะต้องปฏิบัติให้ถูกกับสิ่งที่คนในสังคมยึดเหนี่ยว เหื่อเป็นขวัญ และกำลังใจตลอดถึงเรื่องความศรัทธาในพระพุทธศาสนาซึ่งมีผลให้เผยแพร่ออกไป

เพลงพื้นเมืองมีลักษณะดังนี้

  1. มีความเรียบง่ายของการใช้คำ สำนวน โวหาร ไม่มีศัพท์แสลงมากนัก อาจจะมีนัยแฝงอยู่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในสังคมท้องถิ่น ถ้าผู้ฟังมีประสบการณ์ร่วมก็จะเข้าใจได้ทันทีความตลกขบขัน การว่ากระทบกระเทียบ เสียดสีสังคมท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ มีให้พบเห็นอยู่โดยทั่วไปในเพลงพื้นเมืองทุกประเภท
  2. การสอดแทรกวิถีชีวิตชาวบ้าน นับแต่ความเชื่อเรื่องประเพณี ค่านิยม และภาษาถิ่น มีอยู่เป็นอย่างมากในเพลงพื้นเมือง
  3. ฉันทลักษณ์ไม่แน่นอน อาจจะสั้นตั้งแต่ 1 คำ ร้องซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่ง 17 - 18 คำก็มี ลักษณะคล้องจองกันอยู่ในตัว แต่ก็ไม่ใช่ตามฉันทลักษณ์ของกลอนหรือบทประพันธ์ชนิดใด
  4. การร้องเล่นไม่ต้องการอุปกรณ์ประกอบมากมาย อาจจะใช้จังหวะตบมือ ใช้ฉิ่ง กรับ โทน ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้ การแต่งกายก็แต่งกายแบบพื้นบ้านที่เป็นอยู่ อาจจะเพิ่มการทาแป้งทาปากเข้าไปบ้างเพื่อความสวยงาม
  5. การตัดเติมเสริมความมีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป เพราะบางทีเป็นการร้องโต้ตอบ (ปฏิพากย์) ระหว่างผู้เล่น 2 ฝ่าย ซึ่งต้องใช้ไหวพริบ (ปฏิภาณ) เพื่อความรวดเร็วไม่ให้การเล่นหยุดชะงัก จึงอาจตัดความหรือเสริมความเข้าใจเข้าไปเพื่อให้พอดีกับจังหวะ เวลา และโอกาส
  6. การใช้สำนวนสำเร็จรูป หรือสำนวนสูตรสำเร็จ นิยมใช้กันแพร่หลายทั่วไป เช่น ขึ้นต้นอย่างนี้ จะต้องต่ออย่างนี้ แล้วต้องลงอย่างนี้ เช่น ขึ้นว่า "จะว่าอะไรอย่าให้ผิด" จะต้องว่า "เหมือนกับริดตาไม้" หรือ "ขอให้ขึ้นคล่องลงคล่อง" ก็จะต่อว่า "อย่างกับช่องน้ำไหล"
  7. ไม่ทราบที่มาแน่นอนว่ามาจากใคร ที่ไหน เมื่อไร ดังนั้นเมื่อถามถึงที่มาจะบอกว่ามาจากครูพักลักจำ คือ จำสืบกันมา เวลาไหว้ครูจึงต้อง "ไหว้ครูพักลักจำ" ด้วย

การละเล่น พื้นเมือง
          การละเล่นพื้นเมืองมีลักษณะแตกต่างกับเพลงพื้นเมืองตรงที่เน้นลักษณะ และลีลาการรำมากขึ้นกว่าการเล่นเพลง ความหมายของการใช้ท่าทางจะมีมากกว่า การแต่งกายของผู้แสดงจะดูพิถีพิถันต้องการความสวยงาม เพื่อให้การฟ้อนรำนั้นดูงดงาม และเป็นเอกลักษณ์ในการแสดงแต่ละชุด

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการละเล่นพื้นเมือง
          การละเล่นพื้นเมืองของไทยแบ่งออกเป็น 4 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน แต่ละภาคจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างกันออกไปทั้งรูปแบบของเพลงพื้นเมือง และการแสดงพื้นเมือง สิ่งเหล่านี้เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  1. ปัจจัยสภาพทางภูมิศษสตร์ มีอิทธิพลต่อการสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละภาค  เนื่องจากในสมัยอดีตการคมนาคมติดต่อกับส่วนกลางยากลำบาก ในภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลจึงมักจะรับวัฒนธรรมจากประเทศใกล้เคียงเข้ามาในสังคมนั้น
  2. ประเพณี คำว่า "ประเพณี" มาจากศัพท์บาลีสันสกฤตว่า "ปเวณิ ; ปรเวริ" ได้แก่ ขนบธรรมเนียมหรือแบบแผน คนเราไม่ว่าชาติไหน ภาษาใด ย่อมต้องมีประเพณีเป็นของตนเอง คนในชาติจ้องเคารพนับถือ ถ้าไม่เคารพนับถือจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่มีชาติ ในเรื่องประเพณีของประชาชนทุกภูมิภาค ส่วนมากจะมีขึ้นในลักษณะท่คล้ายคลึงกันบ้าง และแตกต่างกันบ้างในบางประเพณี
  3. ศาสนา เป็นสิ่งสำคัญมากมากสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการละเล่นพื้นเมืองแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นหรือในแต่ละภูมิภาค สำหรับประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีความเป็นประชาธิปไตยในเรื่องการนับถือศาสนา ทำให้ประชาชนมีอกาสในการเลือกนับถือศาสนาที่ตนเองชอบได้อย่างอิสระ ผลของการนับถือศาสนานั้นมักมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเพณีความเชื่อ อันเป็นผลให้เกิดการละเล่นพื้นเมืองแตกต่างกันไป
  4. ความเชื่อ เป็นเรื่องที่มีความผูกพันในวิถีชีวิตของคนไทยมานาน ความเชื่อมีผลทำให้เกิดรูปแบบของประเพณีต่างๆ อันเป็นผลต่อการละเล่นพื้นเมืองอย่างยิ่งในแต่ละท้องถิ่น โดยแต่ละท้องที่ก็จะแตกต่างกันออกไป
  5. ค่านิยม เรื่องของค่านิยมเป็นสิ่งสำคัญขั้นมูลฐานในการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมบุคคล เพราะพฤติกรรมหรือการแสดงออกต่างๆของบุคคล ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะค่านิยมที่ผู้นั้นมีอยู่ ค่านิยมที่เรามักพบในแต่ละท้องถิ่นแต่ละภาคจะมีลักษณะดังนี้
  • ค่านิยมเกี่ยวกับการศึกษา
  • ค่านิยมเกี่ยวกับความมั่นคง
  • ค่านิยมเกี่ยวกับการทำบุญ
  • ค่านิยมเกี่ยวกับความสนุกสนาน
  • ค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
  • ค่านิยมเกี่ยวกับการรักถิ่นฐานหรือรักญาติพี่น้อง
  • ค่านิยมเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณ
       
                      น.ส.วราลักษณ์  วงค์ไฝ  ปวช.3/14
                     น.ส.พัชราภรณ์ อิินใจ  ปวช.3/14